ร่วมเดินทางสู่จิตวิญญาณแห่งดินแดนดอกซากุระ ผ่านนิทรรศการ “The Spirit of The Cherry Blossom” Masterpiece Exhibition

-

โลตัส อาร์ต เดอ วีฟร์ (Lotus Arts de Vivre) แบรนด์จิวเวลรี่และของตกแต่งบ้านชื่อก้องโลก โดยช่างฝีมือชั้นสูงสัญชาติไทยมาตรฐานระดับสากล นำโดย มร. รอล์ฟ วอน บูเรน ผู้ก่อตั้งแบรนด์และนักสะสมผลงานที่สะท้อนคุณค่าวัฒนธรรมและศิลปะชั้นสูงของเอเชีย จัดนิทรรศการ “The Spirit of The Cherry Blossom” Masterpiece Exhibition พร้อมพาเหล่านักสะสมและผู้ชื่นชอบผลงานศิลปะในวัฒนธรรมญี่ปุ่น ร่วมดื่มด่ำไปกับความสุนทรีและหวนคืนสู่จิตวิญญาณแห่งดินแดนดอกซากุระ ด้วยเครื่องประดับ เฟอร์นิเจอร์ ของแต่งบ้าน ของสะสมสุดหายากอันเป็นผลงานรังสรรค์โดยช่างฝีมือระดับปรมาจารย์จากดินแดนอาทิตย์อุทัยที่ มร. รอล์ฟ ได้รวบรวมรักษาไว้ตลอดระยะเวลากว่า 4 ทศวรรษ

นิทรรศการ “The Spirit of The Cherry Blossom” Masterpiece Exhibition รวบรวมไว้ซึ่งผลงานที่ล้ำค่าและหาชมได้ยากมากกว่า 200 ชิ้น ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงเรื่องราวในประวัติศาสตร์ ที่ประเทศญี่ปุ่นได้พบเจอกับความยากลำบากมากมายนับหลายร้อยปี อาทิ ภัยพิบัติทางธรรมชาติ ความอดอยาก โรคภัยนานาชนิด และสงคราม นอกจากนี้ชาวญี่ปุ่นยังมีความขัดแย้งกันภายในประเทศกว่า 400 ปี เหตุการณ์ต่างๆ นี้ ทำให้การดำเนินชีวิตของสามัญชนทั่วไปเป็นไปอย่างยากลำบากและไม่สามารถคาดเดาสิ่งใดได้ ในสภาวะแห่งความไม่แน่นอนนี้เองทำให้งานศิลปะมีความสำคัญอย่างมากกับชาวญี่ปุ่น เนื่องจากเป็นสื่อกลางในการถ่ายทอดความสวยงามที่ผู้สร้างมองเห็น ช่างฝีมือจึงใช้จิตใจและจิตวิญญาณทั้งหมดของพวกเขาในการสร้างสรรค์ผลงานทุกชิ้น พร้อมกับคำนึงอยู่เสมอว่าผลงานที่สร้างขึ้นนี้อาจเป็นผลงานชิ้นสุดท้ายในชีวิต ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ผลงานทุกชิ้นเปี่ยมไปด้วยคุณภาพและงดงามอย่างยิ่ง แสดงให้เห็นถึงความฝันของช่างฝีมือที่ต้องการจะสร้างสรรค์ผลงานทุกชิ้นให้สมบูรณ์แบบที่สุด แต่ในขณะเดียวกันผลงานเหล่านี้ได้สะท้อนให้เห็นถึงความไม่แน่นอนของชีวิต และเต็มเปี่ยมไปด้วยปรัชญาที่เปรียบเสมือนเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเหล่าผู้สร้างสรรค์อีกด้วย

ผู้เข้าชมงานจะได้ดื่มด่ำไปกับจิตวิญญาณแห่งดินแดนดอกซากุระ ที่ถูกนำเสนอโดยฝีมือของ ลักขณา คุณาวิชยานนท์ ที่ปรึกษาด้านศิลปะและภัณฑารักษ์อิสระ(Curator) ของ Lotus Arts de Vivre อีกทั้งยังดำรงตำแหน่งรักษาการผู้อำนวยการหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ผู้ซึ่งมีประสบการณ์อันเกี่ยวเนื่องกับศิลปะร่วมสมัยมาอย่างยาวนาน ผ่านโซนจัดแสดง 3 ส่วน ได้แก่

Japanese Aristocratic and Noble Lifeโซนวิถีชีวิตขุนนางและชนชั้นสูงชาวญี่ปุ่น จัดแสดงด้วยชิ้นงานอันทรงคุณค่า อาทิ ชุดเกราะซามูไร ที่มีตราประทับของราชวงศ์อิมพีเรียล จากศตวรรษที่ 18 หน้ากากโนห์ (Noh Mask) เก่าแก่อายุมากกว่า 120 ปี ฉากกั้นญี่ปุ่นโบราณ อายุราว 200 ปี ที่ยังคงความงามอย่างสมบูรณ์แบบ แจกันไม้สักแกะสลัก และแจกันเคลือบแลคเกอร์แบบโบราณ ที่บอกเล่าเรื่องราว ประเพณี ศิลปะ วัฒนธรรม และสะท้อนวิถีชีวิตของขุนนางและชนชั้นสูงที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่งคั่งและเพียบพร้อมไปด้วยปรัชญาการใช้ชีวิตอย่างรอบด้าน โดยเหล่าขุนนางและชนชั้นสูงในอดีตจะต้องมีความรอบรู้ในศาสตร์และศิลป์แห่งการใช้ชีวิต อาทิ การจัดดอกไม้อิเคบานะ พิธีชงชา การสวมใส่เสื้อผ้าหลากสีสัน ตลอดจนการใช้ภาชนะกระเบื้องเคลือบมูลค่าสูงจากต่างแดน และของตกแต่งบ้านที่ทำจากงานเคลือบแลคเกอร์สุดประณีต ในยามว่างการชมการแสดงหน้ากากโนห์ ซึ่งนักแสดงจะสวมใส่หน้ากากพร้อมแสดงท่าทางให้เข้ากับเสียงดนตรีอันไพเราะขับขานบอกเล่าเรื่องราวของเทพเจ้า วีรบุรุษและวีรสตรีผู้โด่งดัง คือความบันเทิงรูปแบบหนึ่งสำหรับเหล่าชนชั้นสูงของญี่ปุ่นในอดีต หน้ากากโนห์ ยังถือได้ว่าเป็นตัวแทนของลักษณะนิสัยของชาวญี่ปุ่น เพราะเมื่อมองไปยังหน้ากากนี้ จะไม่สามารถรับรู้ได้ถึงอารมณ์ใดๆ แต่ถ้าหากพิจารณาในมุมมองและแสงเงาที่เปลี่ยนไปเพียงเล็กน้อยจากเดิม ก็จะรับรู้ได้ว่าหน้ากากโนห์มีหลากหลายอารมณ์ซ่อนเร้นอยู่อย่างน่าอัศจรรย์

The Art of Dressing โซนศิลปะการแต่งกายและแฟชั่น จัดแสดง คอลเลคชันกระเป๋าและเครื่องประดับแลคเกอร์ที่ Lotus Arts de Vivre ได้รังสรรค์ขึ้นใหม่โดยช่างฝีมือชั้นสูง โดยได้รับแรงบันดาลใจจากศิลปะและปรัชญาแบบญี่ปุ่น รวมถึงพัสตราภร​ณ์ล้ำค่าอายุหลายร้อยปี อาทิ ชุดกิโมโนโบราณ เสื้อคลุมผจญเพลิง และผ้าคลุมนักแสวงบุญจากสมัยเมจิ ที่ถ่ายทอดให้เห็นถึงความหลงใหลที่ชาวญี่ปุ่นมีให้แก่ผ้าและสิ่งทอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรังสรรค์ลวดลายกิโมโนและ เครื่องนุ่งห่มยังสะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมของญี่ปุ่น โดยสมัยโบราณแต่ละชนชั้นจะสวมใส่เสื้อผ้าที่แตกต่างกันไป เช่น ชาวนา พ่อค้า และช่างฝีมือ จะสวมชุดกิโมโนที่ทำจากผ้าฝ้ายหรือป่าน ในขณะที่ชนชั้นสูงจะสวมชุดกิโมโนที่ทำจากผ้าไหม อีกทั้งญี่ปุ่นยังมีเทคนิคในการรังสรรค์เครื่องแต่งกายอันเลื่องชื่อ เช่น การถักทอผ้าโอบิผสมผสานกับขนของนกยูงและเส้นไหมทองคำ หรือเทคนิคหัตถกรรมโบราณ ที่รู้จักกันในนาม คาตางามิ (Katagami) หรือเทคนิคงานหัตถกรรมลายฉลุญี่ปุ่นที่มีเอกลักษณ์เฉพาะที่สืบทอดมาอย่างยาวนานกว่า 1,000 ปี ความล้ำเลิศเหล่านี้ยังได้ส่งผลให้ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีอิทธิพลในด้านแฟชั่นและการแต่งกาย ในประเทศต่างๆ มาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันอีกด้วย

Wabi Sabi the beauty of transience and imperfection โซน วาบิ ซาบิ ความสวยงามในความไม่ยั่งยืนและความไม่สมบูรณ์แบบ จัดแสดงแจกันเซรามิกสมัยใหม่ ถาดเครื่องใช้ ในหลากหลายดีไซน์ จากฝีมือของศิลปินชื่อดัง อาทิ มาสุโอะ อิเคดะ (Masuo Ikeda) ฮิเดกิ อะรากามะ (Hideki Arakama) และ นากาชิมะ คะซึโนริ (Nakashima Katsunori)  ที่ได้นำเอาปรัชญา วาบิ ซาบิ อันเป็นแนวคิดที่ยอมรับและยกย่องความงามในความไม่สมบูรณ์แบบ ไม่เที่ยงตรง ไม่สมดุล และเรียบง่าย ด้วยความซาบซึ้งในธรรมชาติและวิถีแห่งความเป็นไป ซึ่งถูกปลูกฝังในการดำเนินชีวิตของชาวญี่ปุ่นอย่างลึกซึ้งมาประยุกต์ใช้ แต่ละชิ้นงานยังสะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดของการไม่นำตัวเองเป็นศูนย์กลางและการตระหนักว่าเราอยู่ในสภาวะที่แปรเปลี่ยนอยู่เสมอ เครื่องปั้นดินเผาและ เซรามิกของญี่ปุ่นยังแสดงให้เห็นแก่นแท้ของหลักปรัชญาวาบิ ซาบิ ที่ชิ้นส่วนอันล้ำค่าที่สุดมักจะแตกร้าว ขึ้นสนิม และไม่สมบูรณ์ สิ่งของที่แสดงถึงปรัชญานี้จึงดูสวยงามไปตามอายุที่มากขึ้น และยิ่งวัตถุที่เปราะบาง แตกหัก หรือเป็นเอกลักษณ์มากเท่าใด ก็ยิ่งเป็นที่ชื่นชมมากขึ้นเท่านั้น

ผลงานชิ้นเด่นที่จัดแสดงในนิทรรศการ The Spirit of The Cherry Blossom Masterpiece Exhibition 

ชุดเกราะซามูไร คุโซกุ (Japanese Samurai Gusoku Armour) ชุดเกราะซามูไร คุโซกุ (Japanese Samurai Gusoku Armour)

ชุดซามูไร คุโซกุ เป็นชุดเกราะป้องกันให้กับซามูไรในศตวรรษที่ 18 ที่มีตราประทับของราชวงศ์อิมพีเรียล ซึ่งได้รับอนุญาตให้ใช้กับกลุ่ม โมริ (Mori Samurai) เพื่อเป็นการรำลึกถึงการรับใช้ในราชสำนักของญี่ปุ่น ซามูไร ก่อให้เกิดงานศิลปะประเภทโลหะซึ่งเป็นงานศิลปะอีกรูปแบบหนึ่งในประเทศญี่ปุ่น ช่างฝีมือได้ทำงานร่วมกับซามูไรและขุนนางผู้มีศักดินา เพื่อสร้างดาบและชุดเกราะที่มีความแข็งแกร่งและงดงาม

หน้ากากโนห์ (Doji Noh Mask)

 

หน้ากากโนห์ (Doji Noh Mask)

หน้ากากโนห์ในตัวละครโดจิ จากปี ค.ศ. 1900-1930 คำว่าคุราคุริ โดจิ ในภาษาญี่ปุ่น แปลว่า “เด็กช่าง” พวกเขามีผิวพรรณอันงดงามและไม่แสดงออกทางสีหน้า ซึ่งหากมองเพียงผิวเผินอาจทำให้นึกถึงตุ๊กตา หน้ากากละครโนห์ถูกสร้างขึ้นจากวรรณกรรมโบราณ ซึ่งมีสิ่งเหนือธรรมชาติที่สามารถแปลงกายเป็นมนุษย์หรือวีรบุรุษซึ่งทำหน้าที่ในการเล่าเรื่อง ส่วนประกอบสำคัญของละครโนห์ คือ หน้ากากโนห์ เครื่องแต่งกาย และอุปกรณ์การแสดงต่างๆ ซึ่งต้องใช้นักแสดงและนักดนตรีที่มีความสามารถและถูกฝึกฝนมาอย่างดี อารมณ์ของตัวละครจะถูกถ่ายทอดออกมาผ่านท่าทางและการแสดง ส่วนหน้ากากจะสื่อถึงบทบาทต่างๆ เช่น ผี ผู้หญิง เทพ และปีศาจ ละครโนห์ เป็นการแสดงแบบคลาสสิกที่มีมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 14 และยังคงเป็นที่นิยมในปัจจุบัน ละครโนห์ถูกสร้างขึ้นมาแล้วประมาณ 2,000 เรื่อง ซึ่งในปัจจุบันมีจำนวน  240 เรื่อง ที่ถูกนำมาสร้างเป็นละครและจัดแสดงโดยโรงเรียนโนห์ที่เหลืออยู่เพียง 5 แห่งเท่านั้น

 

 

ฉากกั้นญี่ปุ่นโบราณ (Japanese Byobu with Crane)

 

 

 

ฉากกั้นญี่ปุ่นโบราณ (Japanese Byobu with Crane)

ฉากกั้นญี่ปุ่นโบราณ ที่คาดว่าจะถูกรังสรรค์ขึ้นโดยโรงเรียนมารุยามะ ในช่วงปี ค.ศ. 1800-1870

โรงเรียนมารุยามะ ชิโจว (Maruyama Shijou) เป็นโรงเรียนที่ก่อตั้งโดย มารุยามะ โอเคียว (1733-1795) ในช่วงกลางของยุค เอโดะ และเป็นชื่อเรียกของโรงเรียนชิโจว ซึ่งเป็นโรงเรียนในเครือของโรงเรียนมารุยามะ ที่ก่อตั้งโดย
มัทสึมุระ เก็กเค (Goshun, 1752-1811)

 

 

ต่างหูเกอิชา (Geisha’s Rising Sun Lacquered Earrings with Diamond)

 

 

ต่างหูเกอิชา (Geisha’s Rising Sun Lacquered Earrings with Diamond)

ต่างหูเคลือบที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากดินแดนอาทิตย์อุทัย เพิ่มความหรูหราด้วยการประดับเพชรเจียระไนทรงกลมและทรงบาแก็ตต์ แต่เดิมต่างหูนี้เคยเป็นกิ๊บประดับผมของเกอิชาแต่ถูกนำมาดัดแปลงด้วยช่างฝีมือชั้นสูงชาวญี่ปุ่นและช่างฝีมือชาวไทยของ Lotus Arts de Vivre ซึ่งใช้เวลากว่า 2 เดือนจึงเสร็จสมบูรณ์กลายเป็นเครื่องประดับที่มีความงดงามและมีเอกลักษณ์เพียงหนึ่งเดียว งานศิลปะและการออกแบบสำหรับผลงานชิ้นนี้ เกิดขึ้นจากการที่ มร.รอล์ฟ วอน บูเรน ได้ไปเยือนประเทศญี่ปุ่นในช่วงต้นทศวรรษที่ 70 ซึ่งทำให้ได้เห็นกระบวนการเคลือบแลคเกอร์ญี่ปุ่น หรือมากิเอะ เป็นหนึ่งในเทคนิคการโรยผงทองและเงินเพื่อทำการตกแต่งโดยใช้มากิซึตสึ หรือ แปรงเคโบะ ซึ่งเทคนิคนี้ถูกคิดค้นขึ้นในสมัยเฮอัน (ค.ศ. 794-1185) เพื่อตกแต่ง ในการสร้างสรรค์ผลงานให้มีสีและพื้นผิวที่แตกต่างกันนั้นศิลปินมากิเอะจึงใช้ผงโลหะหลากชนิด เช่น ทอง เงิน และทองแดง เป็นต้น เพื่อเป็นโลหะผสม ส่วนหลอดไม้ไผ่และแปรงขนนุ่มขนาดต่างๆ ถูกนำมาใช้ในการวางแป้งและวาดเขียนเส้น จึงเห็นได้ว่าในการตกแต่งมากิเอะนั้นจะต้องใช้ทักษะและประสบการณ์อย่างมาก

สร้อยคอจากหวีแลคเกอร์ญี่ปุ่น (Red Stone Bloom Maki-e Lacquer Comb Necklace)

 

 

 

 

 

 

 

สร้อยคอจากหวีแลคเกอร์ญี่ปุ่น (Red Stone Bloom Maki-e Lacquer Comb Necklace)

สร้อยคอจากหวีแลคเกอร์ญี่ปุ่นที่ถูกร้อยเกี่ยวกับสายสร้อยด้วยอัญมณีมีค่า และห่วงเพชรทรงรีถูกประดับด้วยพลอยสีเขียวด้านข้างสร้อยคอมีกิ๊บติดผมญี่ปุ่นในสมัยโบราณประดับเพชรและทอง 18K หวีแลคเกอร์ญี่ปุ่นถูกประดับด้วยดอกไม้แกะสลักจากหินสีแดง ซึ่งเคยเป็นส่วนหนึ่งของตัวล็อกกิโมโนประดับด้วยเพชรบาแก็ตต์ 5 เม็ด สวยงามอ่อนช้อยอย่างยิ่งเมื่อประดับด้วยพู่ลูกปัดแก้ว 22K สร้อยเส้นนี้ใช้เวลารังสรรค์กว่า 3 เดือน โดยมีช่างผีมือและนักออกแบบ 12 คน

หวีแลคเกอร์ในประเทศญี่ปุ่นเป็นสิ่งที่ซับซ้อน แลคเกอร์ถูกริเริ่มใช้ในประเทศจีนและภายหลังถูกนำมาใช้ในญี่ปุ่น โดยถูกนำมาใช้ในการสร้างสรรค์ภาพวาดที่สวยงามลงบนเฟอร์นิเจอร์ ถาด แจกัน ถ้วย และสิ่งของอย่างอื่นอีกมากมาย ชาวญี่ปุ่นได้นำความรู้ด้านแลคเกอร์มาจากประเทศจีน เพื่อใช้ในงานศิลปะที่มีชื่อเสียงและหาได้ งานมากิเอะ เป็นศิลปะที่่มีความซับซ้อน เพราะต้องผ่านกระบวนการทำความสะอาดอย่างประณีต แต่งานทุกชิ้นเรียกได้ว่าสวยงามจนเป็นที่น่าจดจำ

ร่วมเดินทางสู่จิตวิญญาณแห่งดินแดนดอกซากุระ ผ่านนิทรรศการ  The Spirit of The Cherry BlossomMasterpiece Exhibition ได้แล้ว ณ Lotus Arts de Vivre – Theatre of Indulgence Gallery (พระราม 3) ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2564 โดยผู้สนใจสามารถนัดหมายล่วงหน้าเพื่อเข้าชมชิ้นงานศิลปะจากดินแดนอาทิตย์อุทัยอันเลอค่าได้ที่ Email : [email protected] และ โทร. 089-667-6077 หรือชมคอลเลคชันทั้งหมดแบบออนไลน์ได้ที่ https://www.lotusartsdevivre.com/

Lotus Arts de Vivre

Facebook: www.facebook.com/LotusArtsdeVivre
Instagram: www.instagram.com/lotusartsdevivre


* iHome108.com เป็นสื่อกลางนำเสนอไอเดียแต่งบ้าน แบบบ้านและจัดสวนเท่านั้น ...หากสนใจผลงานไหน กรุณาติดต่อกับเจ้าของผลงานในบทความนั้นโดยตรง




647,670FansLike